บทความทั้งหมดอ้างอิงจากนิตยสาร Weekly Famitsu ฉบับที่ 998-1001 เเละเวบไซต์ Wikipedia

        มีงานมาเพิ่มอีกชิ้นก่อนปิดเทอมปีเเรกของการเรียนที่ญี่ปุ่น เลยเริ่มลดความเร็วในการอัพเล็กน้อยนะครับ วันนี้มาต่อกันในตอนพิเศษการกำเนิดของ Sony เครื่องเกมเครื่องเเรกที่สามารถโค่นบัลลังก์เครื่องคอนโซลจาก Nintendo ได้เป็นเครื่องเเรก


        จากหนังสือ "Game Over" ที่เขียนโดย David Scheff ได้บอกไว้ว่า ต้นกำเนิดของโครงการ PlayStaion นั้นมีมาตั้งเเต่ปี 1986 ตอนนั้นทางบริษัท Nintendo ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเเผ่น Disc ตั้งเเต่เริ่มสร้าง Famicom เเต่มีปัญหาตรงการเขียนข้อมูลซ้ำๆบนเเผ่นเเม่เหล็กธรรมชาตินั้นสามารถถูกลบได้ง่ายเกินไป เเละยังมีปัญหาเรื่องความทนทานอีกตังหาก ทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์ทำได้โดยง่าย (ตอนนี้ก็ทำง่ายเหมือนกันเเล้ว) จนกระทั่งรายละเอียดข้อมูลของ CD-ROM (หรือในชื่อเต็มๆว่า Compact Disc read-only memory) ถูกเปิดเผยออกมา เเละทาง Nintendo ก็สนใจมาก โดยเจ้าเเผ่น CD-ROM เป็นผลงานพัฒนาร่วมกันระหว่าง Sony เเละ Phillips นั้นเอง



        Nintendo จึงทาบทามไปยัง Sony เพื่อพัฒนาเครื่อง CD-ROM add-on ให้กับเครื่อง SFC เเละในที่สุดทั้งสองบริษัทก็ได้ตกลงทำสัญญากันในปี 1988 โดยทางข้อต่อรองในสัญญาของฝ่าย Sony คือต้องติดตั้งยูนิตประมวลผลสังเคราะห์เสียง SPC700 ของ Sony ลงไปในเครื่อง SFC ซึ่งข้อตกลงนี้คนที่ร่างก็ไม่ใช่ใครอื่น พี่หม่ำหรือ Ken Kutaragi ผู้ได้ชื่อว่าเป็น "บิดาเเห่ง PlayStation" นั่นเอง



        เเละนอกจากนั้นทาง Sony ยังได้วางเเผนจะพัฒนาเครื่องของตัวเองที่สามารถเล่นเกมของตลับ Nintendo เเละสื่อ CD ที่ Sony พัฒนาขึ้นเองได้ทั้งคู่ เเละยังต้องทำอีกหลายๆอย่างได้ในเครื่องเดียว เเละในที่สุดสื่อชนิดใหม่ในชื่อ SNES-CD ถูกเเถลงข่าวในงาน Consumer Electronics Show (CES) เดือนมิ.ย. 1989



        เเต่เมื่อ Hiroshi Yamauchi ประธานบริษัท Nintendo ประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้นได้ทบทวนต้นฉบับสัญญาในปี 1988 ระหว่าง Nintendo เเละ Sony เขาถึงได้รู้ว่าข้อตกลงนี้ทำให้ Nintendo เสียเปรียบเพราะทุกๆเกมที่สร้างบนสื่อ SNES-CD ทั้งหมดจะตกเป็นของ Sony ทำให้ Yamauchi ตัดสินใจยกเลิกเเผนการทำงานร่วมกันระหว่างทั้งสองบริษัททั้งหมด เเละเพื่อให้งานการพัฒนาสื่อชนิดใหม่ของ Nintendo ได้พัฒนาต่อไป ทางด้าน Howard Lincoln ประธานบริษัท Nintendo ประเทศอเมริกาได้ไปทำสัญญากับอีกบริษัทหนึ่งซึ่งไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก Philips เจ้าของผลงานพัฒนาร่วม CD-ROM อีกส่วนนั้นเอง



        เเละนั้นก็หมายความว่าทาง Nintendo ได้ทำงานละทิ้งงานเก่าที่พัฒนาร่วมกับ Sony ทั้งหมด เเละหันไปเป็นพันธมิตรกับ Philips อย่างเต็มตัว โดยเจ้าของบริษัท Nintendo ประเทศอเมริกา Minoru Arakawa เเละ Howard Lincoln ประธานบริษัท ได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ในประเทศเนเธอร์เเลนด์ของ Philips เเละทำสัญญาใหม่ทั้งหมด เเละในสัญญานี้ทำให้ Nintendo มีลิขสิทธิ์ในสินค้าของ Philips บางอย่างด้วย ในทางกลับกันทาง Philips ก็มีสิทธิ์ในสินค้าของ Nintendo เช่นกัน


หมายเหตุย่อย ข้อตกลงในฝ่าย Philips คือสามารถนำซีรี่ย์เกมดังของ Nintendo มาพัฒนาได้ ส่งผลให้มีเกมห่วยๆที่ทำให้ชื่อเสียงของซีรี่ย์อย่าง The Legend of Zelda เเละ Super Mario Bros. ออกมาให้เเฟนๆช้ำใจเล่น (ชื่อเกมตัวอย่าง Link: The Faces of Evil, Zelda: The Wand of Gamelon, Zelda's Adventure เเละ Hotel Mario ตามลำดับภาพ)



        กลับไปทาง Sony ที่ถูก Nintendo ตัดหางปล่อยวัด โครงการในฝันทำท่าล้มสลาย Sony ตัดสินใจหยุดโครงการวิจัยทั้งหมด เเต่เเล้วในที่สุดก็กลับมาพัฒนาต่อเพราะพวกเขาได้พัฒนาไปได้ไกลเกินกว่าจะทิ้งไปเปล่าๆ จนกระทั่งเครื่องต้นเเบบเสร็จสมบูรณ์ เเต่ทางฝ่ายกฎหมายของ Nintendo ก็ยังพยายามเรียกร้องให้ทาง Sony ล้มโครงการนี้ซะ โดยมีการฟ้องร้องการในศาลประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อขัดขวางการพัฒนาเครื่องเล่นเกมนี้ไม่ให้สามารถนำมาวางตลาดได้ เเต่ทางผู้พิพากษาได้ปฎิเสธที่จะทำเช่นนั้น

        ในเดือนตุลาคมปี 1991 เครื่องเกมคอนโซลใหม่ก็ได้ถูกออกอวดโฉมจนได้ เเต่เป็นเพียงเเค่เครื่องต้นเเบบเท่านั้นยังไม่ได้ประกาศทำเพื่อการพาณิชย์ เวลาผ่านไปจนถึงปลายปี 1992 ทาง Nintendo กับ Sony ก็ได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง โดยทาง Sony ต้องการให้เครื่องคอนโซลของตนสามารถเล่นเกมของ SFC ได้เเละเครื่อง SFC ต้องใช้ยูนิตประมวลผลเสียงสังเคราะห์ของ Sony เเต่ทาง Nintendo ได้ยื่นข้อตกลงในสัญญาไปว่าต้องเเบ่งรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายเครื่องคอนโซลนี้ให้กับ Nintendo ด้วย



        เเละก็เป็นไปตามคาด Sony ไม่ตกลงรับข้อเสนอของ Nintendo ทำให้โครงการ "Play Station" ต้องเปลี่ยนเป้าหมายใหม่เป็นสร้างเครื่องคอนโซลเเละสื่อใหม่ทั้งหมด โดยตัดส่วนที่ใช้เล่นเกมตลับของ SFC ทิ้งไปพร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เป็น "PlayStation" ออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 1994 ในอเมริกาวันที่ 9 ก.ย. เเละในยุโรป 29 ก.ย. ปี 1995



หมายเหตุย่อย PlayStation ผลิตอย่างยาวนานถึง 11 ปี (3 ธ.ค. 94 - 23 มี.ค. 06) โดยยอดจำหน่ายสูงถึง 102.5 ล้านเครื่องโดยประมาณ (รวมเครื่อง PSone ด้วย) เเละเกมที่ขายดีที่สุดคือ Gran Turismo ด้วยยอดจำหน่าย 11 ล้านเเผ่นโดยประมาณ  

Comment

Comment:

Tweet

Excellent ! I appreciate your work ! I like to say your site is great very impressive and informative.Keep it up

#8 By Coursework help (182.178.29.153) on 2010-10-12 14:28

จุดสำคัญของธุรกิจคือต้องใจแข็ง
และมองผลประโยชน์ภายภาคหน้าให้ออกเนาะ

...........ถ้าศาลสั่งระงับโครงงานละก็
SONY คงช้ำแย่cry

#7 By PoY on 2008-02-28 09:28

คิดถึงเฮียหม่ำจัง ป่านนี้แกไปทำมาหากินอะไรแล้วนะ...

#6 By เคนหนี้ on 2008-02-27 23:07

double wink โห ขอบคุณมากครับอิๆHot!

#5 By Thep-aksorn : The Aria Auditor on 2008-02-27 15:48

ปก GT นี่ผมว่ามันเหมือนจะเท่และดูตลกได้ทั้งคู่เลยครับ ตอนแรกถ้าไม่รู้ว่าเกมนี้สนุก ผมคงไม่ซื้อแน่เลย เห็นปกแบบนี้

#4 By T!D on 2008-02-27 14:05

เห มีประโยชน์มากครับ ข้อมูลพวกนี้
ได้เห็นว่านินเทนโดนี่คิดนอกกรอบจริงๆเลยนะ

#3 By Shuu Exteen on 2008-02-27 12:28

จริงๆแล้ว เฮียหม่ำแกชอบนินเทนโดมากนะ
ถ้าอ่านประวัติมาดีๆ แกสนับสนุนเชียร์ให้ SONY ร่วมมือช่วยนินเทนโดมาตลอด
แต่มาแตกหักแยกกันแข่งขันก็เพราะเรื่อง CD นี่แหละ

การทำสัญญาระหว่าง Philips กับ Nintendo ถือ
เป็นเรื่องใหญ่มาก
ยกเลิกสัญญากับบริษัทในชาติตัวเองแต่ดันไปทำสัญญากับบรัษัทต่างชาติแทน

หนำซ้ำผลลัพทธ์ที่ออกมา ไม่สวยงามเท่าไรนัก
Link : The Faces Of Evil ฝันร้ายชั่วนิรันด์ของสาวกเซลด้า

#2 By anonymous on 2008-02-27 12:03

Hot! โอ้ บางอันพึ่งรู้เหมือนกันนะนี่

#1 By Yashima on 2008-02-27 09:51